Skip to main content Scroll Top
วิทยาลัยชุมชนปัตตานี ถนนปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี 94000
โทรศัพท์: 073 460 205
เปิดทำการทุกวัน เวลา 08.30 น. - 16.30 น. ( ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ )
ประวัติความเป็นมาและพัฒนาการของวิทยาลัยชุมชนปัตตานี

พ.ศ. 2547 : จัดตั้งวิทยาลัยฯ

กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนปัตตานี เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2547  โดยมีเป้าหมายสำคัญตามนโยบายการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชน เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้แก่ประชาชนในพื้นที่

ระยะเริ่มต้น ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนปัตตานี ประกอบด้วย นายเสนอ จันทรา ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เป็นประธาน นายมานิต วัฒนเสน รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เป็นรองประธาน นายวิมล จันทร์แก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี เขต 1 เป็นกรรมการและเลขานุการ นายวิชาพร ชินประพัทธ์ ผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัดปัตตานี ปฏิบัติหน้าที่รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี
เขต 1 เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ พร้อมด้วยคณะกรรมการ

วิทยาลัยใช้พื้นที่จำนวน 6 ไร่ 3 งาน 96 ตารางวา เป็นสถานที่ดำเนินงาน โดยมีอาคารสำนักงาน 1 หลัง ซึ่งเดิมเป็นอาคารของสำนักงานเขตเศรษฐกิจการเกษตรและอยู่ในความดูแลของธนารักษ์พื้นที่ปัตตานี จัดการเรียนการสอน หลักสูตรระยะสั้น ที่มีความหลากหลาย ตามความต้องการของผู้เรียนและชุมชน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้แก่ประชาชนจังหวัดปัตตานี ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

พ.ศ. 2548 : ก้าวสู่การศึกษาอนุปริญญา

หลังจากดำเนินงานในระยะแรก วิทยาลัยได้พัฒนาการจัดการศึกษาให้มีความหลากหลายและเป็นระบบมากขึ้น โดยในปี พ.ศ. 2548 ได้เปิดสอน หลักสูตรอนุปริญญาเป็นครั้งแรก จำนวน 4 สาขาวิชา ได้แก่ การพัฒนาชุมชน การปกครองท้องถิ่น การศึกษาปฐมวัย และคอมพิวเตอร์ธุรกิจ มีนักศึกษาจำนวน 622 คน

การจัดการเรียนการสอนในระยะนี้ได้รับความร่วมมือจากชุมชนและหน่วยงานราชการในการสนับสนุนและใช้ทรัพยากรด้านอาคารสถานที่ โดยมีสถานที่จัดการเรียนการสอนหลายแห่ง ได้แก่ โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล โรงเรียนเบญจมราชูทิศ โรงเรียนโพธิ์คีรีราชศึกษา และโรงเรียนสายบุรีแจ้งประชาคาร นอกจากนี้ วิทยาลัยยังคงดำเนินการจัดหลักสูตรระยะสั้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บริการทางการศึกษาแก่ประชาชนตามความต้องการของชุมชน

พ.ศ. 2549 : พัฒนาโครงสร้างและเพิ่มหลักสูตร

ปี พ.ศ. 2549 วิทยาลัยได้รับงบประมาณสำหรับก่อสร้าง อาคารศูนย์วิทยบริการ จำนวน 1 หลัง เพื่อรองรับภารกิจด้านการศึกษาและการบริหารจัดการ โดยภายในประกอบด้วยพื้นที่สำหรับ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ ห้องสมุด ห้องประชุม และสำนักงาน

การมีอาคารศูนย์วิทยบริการช่วยเพิ่มความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการจัดการศึกษาและการให้บริการแก่ผู้เรียน ขณะเดียวกัน วิทยาลัยได้ขยายโอกาสทางการศึกษาโดยเปิดสอนหลักสูตรอนุปริญญาเพิ่มเติมใน สาขาวิชาธุรกิจอาหารฮาลาล ซึ่งสอดคล้องกับบริบทและความต้องการของพื้นที่

พ.ศ. 2550 : ปรับและขยายพื้นที่การสอน

ปี พ.ศ. 2550 วิทยาลัยได้ปรับเปลี่ยนสถานที่จัดการเรียนการสอนจากเดิมที่ใช้โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูลและโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ไปเป็น โรงเรียนเทศบาล 1 และโรงเรียนเทศบาล 5 การปรับสถานที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบการจัดการเรียนการสอนและการบริหารจัดการพื้นที่ให้เหมาะสมกับภารกิจของวิทยาลัยในช่วงที่มีการขยายตัวของการจัดการศึกษา

พ.ศ. 2551 : เพิ่มหลักสูตรการจัดการทั่วไป

ปี พ.ศ. 2551 วิทยาลัยได้เปิดสอนหลักสูตรอนุปริญญาเพิ่มเติมใน สาขาวิชาการจัดการทั่วไป เพื่อขยายทางเลือกทางการศึกษาและรองรับความต้องการของผู้เรียนในพื้นที่ การเพิ่มหลักสูตรดังกล่าวสะท้อนถึงการพัฒนาการจัดการศึกษาให้มีความหลากหลายมากขึ้น นอกเหนือจากหลักสูตรที่เปิดสอนตั้งแต่ระยะแรก

พ.ศ. 2552 : ขยายโอกาสไปยังอำเภอสายบุรี 

ปี พ.ศ. 2552 วิทยาลัยได้ปรับเปลี่ยนสถานที่จัดการเรียนการสอนในพื้นที่อำเภอสายบุรี จากเดิมที่ใช้ โรงเรียนสายบุรีแจ้งประชาคาร มาเป็น โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านตะลุบัน อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี

การดำเนินงานดังกล่าวทำให้วิทยาลัยสามารถจัดการเรียนการสอนในพื้นที่สายบุรีได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นส่วนหนึ่งของการขยายโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้น โดยใช้ทรัพยากรและสถานที่ในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์ต่อการจัดการศึกษา

พ.ศ. 2553 : พัฒนาอาคารเรียนเพื่อการขยายตัว  

ปี พ.ศ. 2553 วิทยาลัยได้รับงบประมาณสำหรับก่อสร้าง อาคารเรียนจำนวน 1 หลัง สูง 4 ชั้น ประกอบด้วยห้องเรียนจำนวน 24 ห้อง และห้องประชุมจำนวน 1 ห้อง

การก่อสร้างอาคารเรียนถือเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เพื่อรองรับจำนวนผู้เรียนและภารกิจด้านการจัดการศึกษาที่มีแนวโน้มขยายตัว รวมทั้งช่วยเพิ่มความพร้อมด้านสถานที่สำหรับการจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมทางการศึกษาของวิทยาลัย

พ.ศ. 2555 : ขยายรูปแบบการจัดการศึกษา

ปี พ.ศ. 2555 วิทยาลัยได้เปิดสอนหลักสูตรอนุปริญญา สาขาวิชาการจัดการทั่วไปสำหรับภาคปกติ โดยจัดการเรียนการสอนตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี และกำหนดระยะเวลาศึกษาตลอดหลักสูตร 2 ปี หรือ 6 ภาคการศึกษา

นอกจากการพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาแล้ว วิทยาลัยยังได้ขยายสถานที่จัดการเรียนการสอนเพิ่มอีก 1 แห่ง ณ โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านปากน้ำ เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้บริการและขยายโอกาสทางการศึกษาแก่ประชาชนในพื้นที่ การดำเนินงานในปีนี้จึงเป็นทั้งการพัฒนารูปแบบการเรียนและการขยายพื้นที่การให้บริการทางการศึกษา

พ.ศ. 2556 : ขยายการจัดการศึกษาด้านปฐมวัย

ปี พ.ศ. 2556 วิทยาลัยได้ขยายการจัดการศึกษาใน สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย โดยเปิดสอนหลักสูตรอนุปริญญาที่โรงเรียนโพธิ์คีรีราชศึกษา และเปิดสอนสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยสำหรับภาคปกติ ณ วิทยาลัยชุมชนปัตตานี

การจัดการเรียนการสอนภาคปกติใช้ระยะเวลาศึกษา 2 ปี หรือ 6 ภาคการศึกษา และจัดการเรียนการสอนตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี การขยายหลักสูตรและรูปแบบการจัดการศึกษาดังกล่าวช่วยให้วิทยาลัยสามารถรองรับผู้เรียนที่มี
รูปแบบและความต้องการทางการศึกษาที่แตกต่างกันมากขึ้น

ปัจจุบัน : ศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้เชิงพื้นที่

ปัจจุบัน วิทยาลัยชุมชนปัตตานีมีสถานที่จัดการเรียนการสอนจำนวน 3 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยชุมชนปัตตานี อำเภอเมือง โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านตะลุบัน อำเภอสายบุรี และโรงเรียนวัดมะกรูด อำเภอโคกโพธิ์

วิทยาลัยเปิดสอนหลักสูตรอนุปริญญาจำนวน 8 หลักสูตร ได้แก่ การพัฒนาเด็กปฐมวัย การปกครองท้องถิ่น การจัดการชุมชน การจัดการ เทคโนโลยีดิจิทัลธุรกิจ เกษตรและการแปรรูป อิสลามศึกษา และสาธารณสุขชุมชน สะท้อนการพัฒนาหลักสูตรให้มีความหลากหลายและครอบคลุมความต้องการด้านการศึกษาและการพัฒนากำลังคนในพื้นที่

นอกจากการจัดการศึกษาระดับอนุปริญญาแล้ว วิทยาลัยยังดำเนินภารกิจด้าน การบริการวิชาการแก่ประชาชนและชุมชน ผ่านหลักสูตรระยะสั้น สัมฤทธิบัตร และการบริการวิชาการแบบให้เปล่า โดยมุ่งสนับสนุนการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาพื้นที่ให้สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของชุมชน

พร้อมกันนี้ วิทยาลัยให้ความสำคัญกับการ ทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม การอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการส่งเสริมงานช่างศิลป์ในพื้นที่ ตลอดจนการนำองค์ความรู้และทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดและพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดคุณค่าและประโยชน์ต่อชุมชนและพื้นที่อย่างต่อเนื่อง